ชื่อโปรเจกต์: Social Media Without the Internet
ก่อนจะเริ่มอ่านกัน จัดวิดีโอไปดูสักสองตัวก่อน จะได้เก็ทไอเดียว่างานอาร์ตชิ้นนี้มันล้ำยังไง
ฟังก์ชันของชุด Wearable:
การปฏิสัมพันธ์กับผู้คน:
ข้อมูลเพิ่มเติมและรูปภาพ:
----------------------------------
ทุกอย่างมันเริ่มจากความสงสัยของพี่เองว่า อะไรที่ทำให้มนุษย์เราเสพข้อมูลออนไลน์แบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเล็กๆ ไปจนถึง Big Data อย่างโปรไฟล์แอปหาคู่, การตีความ Emoji หรือแม้แต่ Infographic ซับซ้อนในบริษัท มนุษย์เรามีวิธีตีความต่างกันไปตามวัฒนธรรม ภาษา และการศึกษา พี่เลยเริ่มงานวิจัยที่ชื่อว่า "Digital Sense" เพื่อดูว่าคนยุคนี้เขาสร้าง "ประสาทสัมผัสใหม่" ในการโต้ตอบกับคอนเทนต์ดิจิทัลยังไงบ้าง ซึ่งกระบวนการวิจัยนี้พี่ผสมงานศิลปะเข้ากับนวัตกรรม จนเกิดมาเป็น 2 โปรเจกต์หลักคือ Social Media without the Internet ที่เน้นเรื่องการสัมผัส และ Signal Moods ที่เน้นเรื่องการได้ยิน โดยไอ้เจ้า Social Media without the Internet เนี่ย พี่เอาไปโชว์ตัวมาแล้วทั้งที่ UCLA, New Wright Gallery และ Little Tokyo ใน Los Angeles เลยนะน้อง

“Social Media without the Internet” คือโปรเจกต์ Interactive Performance Art ที่สร้างขึ้นเพื่อทดสอบว่าประสาทสัมผัสการสัมผัสของมนุษย์เราเนี่ย มันเอามาประยุกต์ใช้กับ Digital Sense ในสังคมปัจจุบันได้ยังไง งานนี้ประกอบด้วยสองส่วนคือ ชิ้นงานศิลปะ (Art Object) และการแสดง (Performance) ตัวชิ้นงานจะเป็นชุดเกราะไฮเทค หรือ Wearable ที่ออกแบบมาให้สั่งงานด้วยท่าทาง (Hand Gestures) เวลาเราไปเจอผู้คน เช่น การเช็คแฮนด์, การแปะมือ (High-five), การตบบ่า หรือการจับมือ ส่วนตัวการแสดงก็คือการเอาฟีเจอร์ของ Social Media มาลองใช้จริงในโลกออฟไลน์ เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาปฏิสัมพันธ์กันแบบใกล้ชิดจริงๆ สักที
สองส่วนนี้ ทั้งตัวชุด Wearable และการแสดงสด มันถูกสร้างมาเพื่อซัพพอร์ตกันและกัน โดยชุดจะทำหน้าที่เป็นตัวเก็บข้อมูล (Collector) จากการที่เราไปเล่นกับคนอื่น ส่วนการแสดงก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเล่นนั่นแหละ ตัวชุดพี่ออกแบบมาเป็นเสื้อ Blazer ให้ดูทางการนิดๆ แต่ก็เท่พอที่จะใส่เดินถนนได้ ในงานนิทรรศการจะมีการยิง Live Video ของคนใส่ชุดกับคนที่เข้ามาเล่นด้วยขึ้นบนจอมอนิเตอร์ เพื่อจำลองการ Broadcast ข้อมูลบน Social Media แต่บอกก่อนว่างานนี้ "ไม่ง้ออินเทอร์เน็ต" นะจ๊ะ เพราะระบบทั้งหมดรันเป็นเครือข่ายวงแลน (Local Area Network) เท่านั้น หล่อเท่เลยงานนี้


มี 2 ประเด็นหลักที่พี่อยากจะเหลาให้ฟังในการพัฒนาโปรเจกต์นี้ เรื่องแรกคือ "ผลลัพธ์ของการปฏิสัมพันธ์ดิจิทัล" บนแพลตฟอร์ม Social Media ข้อมูลพวกนี้มันแสดงผลเป็นตัวเลขให้เราเห็นจนชินตา และส่งผลต่อชีวิตเราในหลายๆ ด้าน พี่เรียกมันว่า "Social Media Data" ซึ่งเสื้อ Blazer ตัวนี้ทำอะไรได้ 6 อย่าง: รับเพื่อน, ลบเพื่อน, กดไลก์, ไม่ชอบ, ติดตาม, และกำลังติดตาม โดยระบบจะเก็บ Data ไว้ 4 ประเภทคือ Likes, Followings, Followers และ Friends
- Add friends (รับเพื่อน) => Shake hand (จับมือเช็คแฮนด์)
- Unfriend (ลบเพื่อน) => กดสวิตช์ (Switch) ตรงหน้าอกซ้าย
- Add Likes (กดไลก์) => High-five (แปะมือ) หรือกดไอคอนบนหน้าจอ Monitor ด้านหน้า
- Dislikes (ไม่ชอบ) => กดเครื่องหมาย ” X ” บนหน้าจอ Monitor ด้านหน้า
- Follow (ติดตาม) => กดตรงฟองน้ำหนุนไหล่ขวา (เพื่อติดตามเขา)
- Following (กำลังติดตาม) => ดึงสายจูงใต้หน้าจอมอนิเตอร์ (เพื่อนำทางเขา)


ประเด็นที่สองคือ "ภาษากาย" พื้นฐานของมนุษย์เรา แต่ละคนแต่ละวัฒนธรรมอาจจะมีวิธีสื่อสารต่างกัน แต่ก็นั่นแหละน้อง เวลาเราคุยภาษาเขาไม่ได้ ภาษากายนี่แหละคือท่าไม้ตายหลัก เหมือนเวลาไปต่างประเทศแล้วพูดไม่เป็น เราก็ใช้มือนี่แหละอธิบาย พี่เลยตั้งใจให้ชุดนี้ทำงานผ่านท่าทางง่ายๆ 4 ท่า: จับมือ, แปะมือ, ตบบ่า, และจูงมือ แต่เอาจริงๆ ใครจะเอาไปประยุกต์เล่นท่ายากกว่านี้พี่ก็ไม่ห้ามนะ ไร้ขีดจำกัดไปเลยวัยรุ่น!
"Social Media without the Internet" คือต้นแบบ (Prototype) ที่พิสูจน์แล้วว่าเราสามารถเรียนรู้เรื่อง Digital Humanity ได้โดยไม่ต้องพึ่งเน็ต ตอนนี้โปรเจกต์ยังพัฒนาอยู่นะ เดี๋ยวจะมีตัว Prototype ขั้นเทพออกมาให้ดูอีกในอนาคต สู้งานนะน้อง!



รายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม (เผื่อใครอยากจัดตาม)
Localized Mesh Networking
โปรเจกต์สุดล้ำตัวนี้สร้างโซเชียลแพลตฟอร์มแบบ "Off-Grid" ของจริง ทำให้เราแชร์ข้อความหรืออัปเดตสถานะได้แม้จะอยู่ในจุดที่ไม่มีสัญญาณมือถือหรือ WiFi เลยสักขีด
- nRF24L01 Mesh Pipeline: ใช้บอร์ด Arduino หลายๆ ตัวเชื่อมต่อกันด้วย Module รับส่งสัญญาณ 2.4GHz transceivers ตัว Firmware เขียนระบบ "Chat" พื้นฐานให้ User สามารถส่งข้อความสั้นๆ กระจาย (Broadcast) ต่อกันไปเรื่อยๆ จากโหนดหนึ่งไปอีกโหนดหนึ่งจนครอบคลุมทั้งตึกหรือในแคมปัส
- Raspberry Pi Gateway: (เวอร์ชันแอดวานซ์) ใช้ Raspberry Pi เป็นเซิร์ฟเวอร์หลัก (เขียนด้วย Node.js หรือ Python) ทำหน้าที่รวบรวมข้อความไร้สายจากพวก Arduino แล้วแสดงผลเป็นหน้า "Feed" สวยๆ ให้คนที่เชื่อมต่อกับ WiFi Hotspot ในวงนั้นดูผ่านมือถือได้เลย
Privacy and Security
- Localized Data Sovereignty: ข้อมูลทุกอย่างจะถูกเก็บไว้ใน Hardware ที่อยู่ในห้องเท่านั้น ไม่มีการส่งขึ้น Cloud ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนตัวหรือการประสานงานฉุกเฉินในพื้นที่นั้นๆ จะปลอดภัยชัวร์ๆ ไม่หลุดไปไหนแน่นอน ห้ามทำช็อตนะตัวนี้!